ดอกเบี้ยจะขึ้น หนี้บ้านยังมีอยู่ ควรทำอย่างไร?

ช่วงนี้กระแสดอกเบี้ยขาขึ้นกำลังมาแรง มาดูกันว่าถ้าดอกเบี้ยขึ้นจริงๆ แล้วจะมีผลกระทบกับลูกหนี้สินเชื่อบ้านหรือคนที่คิดจะกู้บ้านอย่างไรบ้าง ก่อนอื่นเรารู้ได้อย่างไรว่าดอกเบี้ยจะขึ้น ให้ดูจากสิ่งเหล่านี้ ดอกเบี้ย Fed ในสหรัฐอเมริกาขึ้นหลายครั้งในปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มว่าประเทศอื่นที่เป็นคู่ค้ากับอเมริกาก็จ่าจะขึ้นด้วยรวมถึงประเทศไทย บทวิเคราะห์จากธนาคารมองว่า กนง จะขึ้นดอกเบี้ยครึ่งปีหลังนี้เพราะ เศรษฐกิจไทยดีขึ้นแล้ว สินเชื่อในระบบธนาคารโตมากจนทำให้สภาพคล่องลดลง ธนาคารจะทยอยขึ้นดอกเบี้ยเพื่อไม่ให้ต้นทุนการเงินสูงเกินไป

ส่วนธนาคารพานิชย์ขนาดเล็กเริ่มขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากก่อน ธนาคารขนาดใหญ่จะทยอยขึ้นตาม พอดอกเบี้ยเงินฝากขึ้นแล้ว อีกไม่เกิน 6 เดือน ดอกเบี้ยเงินกู้จะขึ้นตาม สังเกตจากโปรโมชั่น “ดอกเบี้ยเงินกู้คงที่” (Fixed rate) ของธนาคาร ยิ่งจำนวนแผนของดอกเบี้ยคงที่น้อยลงและหายากมากเท่าไร ก็ยิ่งหมายความถึงดอกเบี้ยเงินกู้รวมของธนาคารกำลังใกล้จะปรับเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น

เมื่อดอกเบี้ยถูกปรับขึ้นแล้ว ผู้กู้ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

คนที่มีเงินออมในธนาคาร ย่อมชอบข่าวนี้เพราะเงินที่ฝากไว้จะได้เงินเพิ่มขึ้น ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 1% (ร้อยละ 1) บนยอดเงินฝากหนึ่งล้านบาท จะได้รับดอกเบี้ยเพิ่ม 1 หมื่นบาทต่อปี ส่วนคนที่กำลังมีหนี้อยู่ มีหนี้สินเชื่อที่บ้านและคนที่กำลังวางแผนจะกู้สินเชื่อบ้านควรทำอย่างไร ควรรีบวางแผนการเงินโดยเร็ว เริ่มคุยกับธนาคารหรือหาข้อมูลไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะสินเชื่อบ้านเป็นหนี้ระยะยาว รู้ยอดผ่อนต่อเดือนก่อน และประเมินความสามารถในคืนเงินไว้ตั้งแต่แรก

ควรมองหาโปรโมชั้นดอกเบี้ยเงินกู้บ้านที่ต่ำไว้ก่อนถึงแม้ว่าโครงการที่จะซื้อ หรือสินเชื่อที่มีอยู่ยังไม่ครบ 3 ปีเพื่อรอทำรีไฟแนนซ์ คุณสามารถขอกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำตอนนี้ ถ้าได้รับการอนุมัติจากธนาคารตอนนี้ ยื่นสมัครสินเชื่อกับธนาคารไปก่อน และขอยืดเวลาการจดจำนองออกไปจนกระทั่งพร้อมที่จะโอนหลักประกัน หรือครบกำหนด 3 ปี (โดยปกติธนาคารจะผ่อนผันเวลาจดจำนองให้ประมาณ 3-6 เดือนหลังจากสินเชื่อได้รับการอนุมัติ) ในระหว่างนี้จะได้วางแผนในการหารายได้จากเงินฝากที่ได้ถูกปรับดอกเบี้ยสูงขึ้น (ดอกเบี้ยสูงเป็นดอกเบี้ยดี) หามาจ่ายหนี้ได้คล่องตัวแบบ “กู้ต่ำแต่ฝากสูง”

ผลกระทบจากดอกเบี้ยขึ้นเป็นอย่างไร

ทุกๆ 1% ของดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ยอดผ่อนต่อเดือนจะเพิ่มขึ้นประมาณ 9% ค่างวดเพิ่มขึ้น 9% มีผลต่อการใช้จ่ายหรือแผนการใช้เงินประจำวันจนถึงประจำเดือนหรือไม่ เงินออมที่กันไว้ทุกเดือนจะน้อยลง แผนการกู้เงินเรื่องอื่นที่จำเป็นอาจหยุดชะงักได้ พอสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ในแต่ละเดือนเพิ่มขึ้น ธนาคารอาจะอนุมัติสินเชื่อยากขึ้น เงินผ่อนต่อเดือนที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่าไม่กระทบ เพราะบางธนาคารกำหนดยอดผ่อนที่เท่าเดิมไว้จนจบอายุสัญญาเงินกู้แล้ว แต่ว่าเมื่อเข้าไปดูในตารางการตัดเงินงวดแล้ว จะเห็นว่ายอดเงินผ่อนนำไปตัดเงินต้นน้อยลง ทำให้ยอดหนี้คงค้างทั้งหมดลดช้าลงด้วย เมื่อดูใบสรุป Statement รายปี บางคนจึงสงสัยว่า “ผ่อนไปตั้งเยอะทำไมเงินต้นไม่ลดลงเลย”

จัดการอย่างไรได้บ้าง

I. เลือกดอกเบี้ยที่ต่ำ ถ้าให้ดีเป็นแบบคงที่ระยะยาว

หาวิธีควบคุมความผันผวนในอนาคต เมื่อดอกเบี้ยถูกปรับขึ้น ลดผลกระทบจากดอกเบี้ยลอยตัว (ที่อ้างอิงจาก MRR หรือ MLR) มีตัวแปรคือค่าของ MRR หรือ MLR ที่จะเปลี่ยนเมื่อดอกเบี้ยปรับขึ้น ถ้าเลือกดอกเบี้ยคงที่แบบตายตัวจะทำให้ผู้กู้กำหนดอัตราและยอดผ่อนได้แน่นอน ถึงแม้ว่าธนาคารต่างๆมักจัดโปรโมชั่นดอกเบี้ยลอยตัวกันมากจนหาดอกเบี้ยคงที่ไม่ได้ แต่ยังมีธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยคงที่ระยะยาวอยู่ บางธนาคารให้คงที่ยาวถึง 10 ปี ด้วยเงินงวดเท่ากันตลอดอายุสัญญา น่าสนใจอย่างยิ่งโดยเฉพาะในช่วงภาวะดอกเบี้ยที่กำลังจะขึ้น ทั้งนี้ผู้กู้ควรดูให้ดีว่าโปรโมชั่นดอกเบี้ยที่ได้มานั้นเป็นคงที่แบบระยะยาวที่ต่ำจริงด้วยการเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยโปรโมชั่นลอยตัวอื่นๆ อย่าเชื่อเพียงว่าเป็น ”ดอกเบี้ยคงที่” จึงเลือก

วิธีเปรียบเทียบ ดู “MRR ลบ” อะไร ตัวลบที่ดีควรมีตัวเลขสูง ทำให้ดอกเบี้ยรวมลดลง เช่น ธนาคารแรกให้ดอกเบี้ยคงที่ 5% เป็นเวลา 3 ปี ส่วนธนาคารที่สองให้ดอกเบี้ยลอยตัว 3 ปี อันไหนถูกกว่ากัน หาดอกเบี้ยเปรียบเทียบ ธนาคารที่สองที่ให้โปรโมชั่นดอกเบี้ยลอยตัว ถามธนาคารว่า “เอ็มอาร์อาร์ ลบ เท่าไร” ธนาคารตอบว่า “ลบสอง” ถามธนาคารว่า เอ็มอาร์อาร์ คือเท่าไร (ขอดู MRR หรือ MLR ของเขาอยู่ที่เท่าไร เพราะแต่ละที่จะคิดไม่เท่ากัน ค่าต่างห่างตั้งแต่ 7.12% ถึง 9.05%) ในกรณีนี้ธนาคารบอกว่าเท่ากับ 7.125% นำมาลบกัน 7.125 % - 2% เท่ากับ 5.125% เปรียบเทียบดูกับดอกเบี้ยคงที่ที่ 5% เห็นได้ว่าดอกเบี้ยลอยตัวสูงกว่าดอกเบี้ยคงที่ ดังนั้นเลือกดอกเบี่้ยคงที่ น่าสนใจกว่า หากมีอีกตัวเลือกหนึ่งที่ ดอกเบี้ย MRR-2% มีค่าเท่ากับ 5.125% และ ดอกเบี้ยคงที่อยู่ที่ 5.5% ตลอด 3 ปี ดอกเบี้ยลอยตัว 3 ปีที่ 5.125% ย่อมน่าสนใจกว่า (สามารถหาข้อมูลเรื่องอัตราดอกเบี้ยคงที่และลอยตัวได้จาก แหล่งข้อมูล ศคง. ตามลิงค์นี้) เลือกดอกเบี้ยประเภทคงที่ระยะยาวบางครั้งจะมีข้อบังคับไม่ให้คืนเกินหรือมีข้อจำกัดในเรื่องการปิดบัญชีก่อนกำหนด ควรทำความเข้าใจหมายเหตุต่างๆ ให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจ

II. โปะหนี้ด้วยเงินก้อน

สำหรับผู้กู้ที่พอจะมีเงินก้อนเก็บไว้และไม่มีหนี้อื่นที่ต้องรีบใช้เงินนี้ไปปิด เงินก้อนที่ฝากกับธนาคารแล้วได้ดอกเบี้ยไม่มากนัก ให้พิจารณานำเงินก้อนนั้นมาโปะหนี้แทน หรือ ทยอยโปะเพื่อลดหนี้เมื่อดอกเบี้ยถูกปรับขึ้น จะทำให้คุณได้ประโยชน์มากกว่า การลดหนี้ด้วยการชำระเกินเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ในกรณีที่เงินก้อนนี้เป็นเงินฉุกเฉิน ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้วันนี้ แต่อาจต้องใช้วันหน้า ผู้กู้สามารถมองหาสินเชื่อประเภทที่มีบัญชีหักกลบลบหนี้ได้ (Offset account) คือสามารถนำเงินมาโปะเพื่อลดหนี้เงินกู้บ้าน แต่เงินนี้จะถูกเก็บไว้ในบัญชีสำรองที่ให้ถอนออกมาได้เมื่อมีความจำเป็น วางแผนการเงินล่วงหน้าทำให้คุณบริหารการเงินได้อย่างมีประสิทธภาพ เมื่อเราเห็นสัญญาณการขึ้นของดอกเบี้ยแล้ว ลงมือจัดการกับมันเสีย เพราะทุกๆ 1% ของดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ของเงิน 2 ล้านบาท หมายถึงยอดผ่อนที่เพิ่มขึ้นอีก 1,300 บาทต่อเดือน เมื่อรวมแล้วคือ 15,600 บาทต่อปี

การเลือกโปรโมชั่นดอกเบี้ยให้เหมาะกับคุณบางครั้งเป็นเรื่องยุ่งยากและต้องใช้เวลามาก ลองหาตัวช่วยในการเปรียบเทียบดูหรือสอบถามผู้เชี่ยวชาญเรื่องสินเชื่อบ้านได้ที่ เว็ปไซด์รีฟินน์ดอทคอม www.refinn.com

ค้นหาโปรโมชั่นรีไฟแนนซ์ ฟรี

เกี่ยวกับผู้เขียน

พรพิมล ปฐมศักดิ์
CEO เว็บไซต์ Refinn.com เว็บไซต์รีไฟแนนซ์บ้านออนไลน์ ที่ช่วยคนไทยรีไฟแนนซ์ไปแล้วกว่าพันล้านบาท