มาทำความรู้จัก “พลังงานหลักของโลก”

พลังงานทางเลือกไม่ว่าจะเป็นน้ำ, ลม หรือแสงอาทิตย์ ล้วนแล้วเป็นพลังงานที่จะเข้ามาเป็นพลังงานหลักของโลก เพราะปัจจุบันมีการสร้างมลพิษกันมาก และกลุ่มพลังงานหลักก็ใกล้จะหมดไป ซึ่งวันนี้พลังงานแสงอาทิตย์ หรือ Solar Energy เริ่มมีการเติบโตอย่างรวดเร็วอย่างเห็นได้ชัด

Disrupt

ปรากฏการณ์นี่เอง ถูกเรียกว่า Disrupt โดยคำว่า Disrupt หรือ Disruption เป็นคำศัพท์ที่กำลังโด่งดังมากในยุคนี้ ในแวดวงธุรกิจและเศรษฐกิจ หมายถึง Disruptive Technologies ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามาพลิกโฉมโลกในแต่ละวงการให้เปลี่ยนแปลงจากเดิม ขณะเดียวกันมีการพยากรณ์กันว่า การ Disrupt ของพลังงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น เกิดจากการที่พลังงานแสงอาทิตย์จะเข้ามาเป็นพลังงานหลักของโลก แทนที่พลังงานฟอสซิลภายในปี 2030 เหตุผลก็เนื่องมาจาก Marginal Cost หรือต้นทุนหน่วยสุดท้ายของการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์มีค่าเป็น 0

Marginal Cost

หากพูดถึงเรื่องของ Marginal Cost คุณผู้อ่านที่ไม่ได้มีพื้นด้านวิชาเศรษฐศาสตร์อาจจะมีข้อสงสัยว่า มันคืออะไร ปกติแล้วเวลาเราผลิตของสักอย่างนั้น ตามหลักเศรษฐศาสตร์จะประกอบด้วยต้นทุน 2 อย่างด้วยกัน คือ Fixed Cost หรือต้นทุนคงที่ และ Variable Cost หรือต้นทุนแปรผัน Fixed Cost นั้นจะเกิดขึ้นครั้งเดียวตอนเริ่มผลิต และถ้ายิ่งผลิตก็จะยิ่งคุ้มเรื่อยๆ ขณะที่ Variable Cost นั้นจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่ผลิต โดยเกิดจากตัวปัจจัยการผลิต หรือ Input ที่เราต้องใส่เข้าไป

ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่าเราทำโรงงานผลิตขวดน้ำขึ้นมา ขวดทุกขวดที่เราผลิตจะต้องผ่านตัวหล่อเพื่อขึ้นรูป ซึ่งตัวหล่อจะลงทุนครั้งเดียวเมื่อตั้งโรงงานและใช้ไปได้ยาวๆ ทุกครั้งที่ผลิตต้นทุนตัวหล่อที่ลงไปจะไม่เพิ่มแล้ว ถือเป็น Fixed Cost ขณะที่เวลาจะผลิตขวดแต่ละที จะพันหรือหมื่นขวดนั้น เราก็ต้องใช้พลาสติกซึ่งเป็น Variable Cost ยิ่งผลิตมากขวดเท่าใดต้นทุนตรงนี้มากขึ้น และขวดต่อๆ ไปที่ผลิตนั้นก็จะมี Marginal Cost (ต้นทุนส่วนเพิ่ม) เกิดขึ้นในรูปของค่าพลาสติกที่เป็น Variable Cost ดังนั้น เมื่อย้อนมาดูที่พลังงาน ก็ใช้หลักเดียวกัน เวลาเราทำโรงไฟฟ้า เช่น ถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาตินั้น ก็จะมี Fixed Cost ที่ไปลงกับโรงผลิตไฟฟ้าและระบบสายส่ง ซึ่งเป็น Fixed Cost ลงแต่แรกเพื่อให้เราเริ่มผลิตไฟฟ้าได้ และเมื่อจะมีการผลิตแต่ละครั้งก็จะต้องทำเหมืองขุดถ่านหินหรือลงแท่นขุดเจาะก๊าซเพื่อนำมาใช้ผลิต ถ้าเหมืองถ่านหินหรือบ่อก๊าซพร่องลงก็ต้องลงทุนทำเหมืองหรือขุดเจาะใหม่ ซึ่งในการหาแหล่งวัตถุดิบเชื้อเพลิงฟอสซิลแต่ละครั้งก็ใช้เงินลงทุนที่มาก

แต่จะต่างจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เริ่มแรกเราลงทุนติดตั้งระบบแผงโซลาร์และอุปกรณ์ต่างๆ ในบ้านหรือสำนักงาน ระบบทั้งหมดนี้ถือเป็น Fixed Cost และเมื่อเราเริ่มใช้ไฟที่ได้มานั้นเกิดจากแดดที่เป็น Input ที่ได้มาฟรีๆ ไม่มีต้นทุน มาแปลงเป็นไฟฟ้า ทำให้ Variable Cost เป็น 0 และย่อมส่งผลให้การผลิตไฟฟ้าหน่วยถัดไปในวันต่อๆ ไปเป็น 0 ด้วย ซึ่งก็คือ Marginal Cost เป็น 0 นั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ระยะยาวเรายิ่งใช้ไฟจากแผงโซลาร์นานเท่าไหร่ ก็มีแต่จะยิ่งเกิดความคุ้มค่ามากขึ้นเท่านั้น ต้นทุนต่อหน่วยก็จะลดลงไปเรื่อยๆ สวนทางกับเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีต้นทุนที่สูงและไม่แน่นอนอย่างในปัจจุบัน

สรุปแล้วเมื่อพิจารณาจากความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน กระแสการรักษาสิ่งแวดล้อม และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาวของพลังงานแสงอาทิตย์ จะเห็นได้ชัดว่า พลังงานแสงอาทิตย์จะเป็น The Next Disruption ที่จะมาแน่ในอนาคตและส่งผลต่อโครงสร้างการผลิตพลังงานไปจนถึงวิถีการใช้ชีวิต ระบบเศรษฐกิจ และการทำธุรกิจครั้งใหญ่ ซึ่งจะสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึง

อยากติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อประหยัดไฟฟ้าบ้าง ทำยังไงดี?

หากสนใจติดตั้งหลังคาด้วยวงเงินกู้เพิ่มจากการรีไฟแนนซ์ นับเป็นอีกทางเลือกเพิ่มเติมที่ช่วยจากลดภาระดอกเบี้ยจากการรีไฟแนนซ์แล้ว ยังสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยประหยัดพลังงานได้อีกด้วย สามารถเข้าไปค้นหาโปรโมชั่นรีไฟแนนซ์ได้ทาง www.refinn.com ฟรี ไม่มีค่าบริการ หรือสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Solar Rooftop ก็สามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มได้ทาง www.refinn.com/solar

ค้นหาโปรโมชั่นรีไฟแนนซ์ ฟรี

เกี่ยวกับผู้เขียน

author-photo
พงศธร ธนบดีภัทร
ผู้ร่วมก่อตั้ง Refinn.com เว็บไซต์รีไฟแนนซ์บ้านออนไลน์ ที่ช่วยคนไทยรีไฟแนนซ์ไปแล้วกว่าพันล้านบาท