จะรีไฟแนนซ์บ้าน แต่มีประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA) กับธนาคารเดิมต้องทำอย่างไร? ปกติแล้วเวลาที่เรากู้สินเชื่อบ้านใหม่ หลายคนมักจะทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ หรือเรียกสั้นๆว่า MRTA พ่วงเขาไปด้วย เพราะว่าเป็นการประกันความเสี่ยงที่ไม่แน่นอนในอนาคต ว่าถ้าเราเกิดเป็นอะไรขึ้นมาอย่างน้อยก็อุ่นใจได้ว่าประกันชีวิตตัวนี้จะช่วยครอบคลุมค่าบ้านทั้งหมด ทำให้คนที่อยู่ข้างหลังเราเช่นคนในครอบครัวก็สบายใจได้ว่าจะยังมีบ้านอยู่และไม่ต้องดิ้นรนไปหาเงินมาผ่อนค่างวดอีกต่อ จึงเป็นคำถามที่พบกันบ่อยมากในหมู่คนที่กำลังจะรีไฟแนนซ์บ้าน ว่าถ้าบ้านที่จะนำมารีไฟแนนซ์เคยทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA) กับธนาคารเก่าอยู่แล้ว ถ้าเราจะรีไฟแนนซ์บ้านไปธนาคารใหม่จะต้องทำอย่างไรบ้าง

โดยทั่วไปแล้วมี 2 ทางเลือก สำหรับคนที่จะรีไฟแนนซ์บ้าน

1. เวนคืนกรมธรรม์กับที่เก่า แล้วทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อบ้านกับที่ใหม่ เป็นวิธีที่คนนิยมทำกัน ถึงแม้ว่าการเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิตจะได้เงินคืนไม่เต็มจำนวน แต่ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลเนื่องจากในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเราก็ได้รับการคุ้มครองตามกรมธรรม์มาแล้ว โดยเงื่อนไขในการเวนคืนกรมธรรม์ของแต่ละบริษัทประกันชีวิตก็จะแตกต่างกันไป


ข้อดี กรณีที่เราเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิตเพื่อเอาเงินคืนจะทำให้เราได้เงินก้อนหนึ่ง ซึ่งเราอาจนำไปทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อกับธนาคารใหม่ที่จะรีไฟแนนซ์บ้านไป เพราะบางครั้งธนาคารจะออกโปรโมชั่นรีไฟแนนซ์บ้านควบคู่กับการทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA) และจะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ

ข้อควรระวัง กรณีที่เราเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิตเพื่อเอาเงินคืน ต้องดูเงื่อนไขการเวนคืนกรมธรรม์ให้ดี เพราะบางทีเงินที่เวนคืนอาจได้น้อยมาก ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและจำนวนปีที่เราเอาประกันภัย ซึ่งถ้าหากอ่านเงื่อนไขแล้วยังไม่แน่ใจ ผมแนะนำให้โทรถามบริษัทประกันชีวิตได้เลยครับ เค้ายินดีให้ข้อมูลคุณอย่างครบถ้วนแน่นอน
2. เปลี่ยนชื่อผู้รับผลประโยชน์ในกรมธรรม์เป็นธนาคารใหม่ เนื่องจากกรมธรรม์ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อจะระบุผู้รับผลประโยชน์เป็นธนาคารที่เรากำลังผ่อนอยู่ปัจจุบัน ดังนั้นเมื่อเราทำการรีไฟแนนซ์บ้านไปยังธนาคารใหม่แล้ว กรมธรรม์จะได้รับการเปลี่ยนชื่อผู้รับผลประโยชน์ โดยเราสามารถแจ้งความประสงค์เปลี่ยนชื่อผู้รับผลประโยชน์เป็นธนาคารใหม่ที่เรารีไฟแนนซ์ไปได้ ข้อดี ของการที่เราเลือกวิธีเปลี่ยนชื่อผู้รับผลประโยชน์ในกรมธรรม์เป็นธนาคารใหม่ คือไม่ต้องเสียเงินอีกก้อนหนึ่งทำกรมธรรม์ประกันชีวิตคุ้มคอรงสินเชื่ออีกรอบหนึ่ง (ซึ่งส่วนใหญ่เบี้ยประกันราคาจะค่อนข้างสูง) ข้อควรระวัง กรณีที่เราเลือกวิธีเปลี่ยนชื่อผู้รับผลประโยชน์ในกรมธรรม์เป็นธนาคารใหม่ ต้องดูทุนประกันของประกันชีวิตให้ดี ว่าครอบคลุมสินเชื่อใหม่ที่เรารีไฟแนนซ์ไปหรือไม่ เนื่องจากบางคนเมื่อรีไฟแนนซ์ไปแล้วมีการขอวงเงินกู้เพิ่มเพื่อตกแต่งซ่อมแซมบ้าน จึงอาจทำให้ทุนประกันคุ้มครองจากประกันชีวิตครอบคลุมไม่เพียงพอ สรุปแล้ว เวนคืนกรมธรรม์กับที่เก่า หรือ เปลี่ยนชื่อผู้รับผลประโยชน์ดีกว่ากัน? จากที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ผมขอแนะนำให้เราชั่งน้ำหนักดูสถานการณ์ของเราก่อนครับ ว่าถ้าเราเลือกเวนคืนกรมธรรม์เพื่อที่จะไปทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อกับธนาคารใหม่ จะได้รับเงินเป็นจำนวนที่คุ้มค่าหรือเปล่า ถ้าได้น้อยมากก็อาจจะตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าไม่ต้องเวนคืนกรมธรรม์อาจจะดีกว่า ในขณะที่ถ้าเราเลือกเปลี่ยนชื่อผู้รับผลประโยชน์ในกรมธรรม์เป็นธนาคารใหม่ ก็ขอให้แน่ใจว่าทุนประกันนั้นคุ้มครองยอดหนี้บ้านของเราได้จริงๆ เพื่อให้ไม่เป็นที่ลำบากแก่คนที่อยู่ข้างหลังในอนาคตครับ
เกี่ยวกับนักเขียน
พงศธร ธนบดีภัทร
ผู้ร่วมก่อตั้ง Refinn.com เว็บไซต์รีไฟแนนซ์บ้านออนไลน์ ที่ช่วยคนไทยรีไฟแนนซ์ไปแล้วกว่าพันล้านบาท