เลือกที่อยู่ให้ถูก ชีวิตจะสบาย วันก่อนมีนิตยสารฉบับหนึ่งมาสัมภาษณ์ผมเกี่ยวกับเรื่องแนวคิดในการออมเงิน และการลงทุน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมได้เล่าเกี่ยวกับแนวคิดที่ผมเลือกที่อยู่อาศัยของผมว่า ทำไมเลือกที่จะอยู่ตรงนี้ ทำให้ผมเกิดความคิดว่า น่าจะเอาเรื่องนี้มาแบ่งปันให้ท่านผู้อ่านด้วยครับ ที่จริงในหนังสือ “ออมน้อยเป็นร้อยล้าน” ซึ่งเป็นหนังสือเล่มที่ 2 ของผมได้แนะนำท่านผู้อ่านว่า การเลือกที่อยู่อาศัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งในชีวิต เพราะว่าจะส่งผลกระทบกับตัวท่านอย่างมาก ไม่ว่าท่านจะซื้อบ้านหรือคอนโดยูนิตนั้น หรือเพียงแต่เช่าเพื่ออาศัยเท่านั้น ลองมาดูกันครับว่า ทำไมผมถึงมีความคิดเช่นนี้ ตัวผมเองใช้เวลาเดินทางจากบ้านไปที่ทำงาน และจากที่ทำงานกลับไปบ้านใช้เวลาเพียงเที่ยวละ 5 วินาที เพราะว่าผมใช้ที่พักอาศัยเป็นที่ทำงานไปด้วย ที่จริงแล้วผมสามารถใช้ที่ใดในโลกเป็นที่ทำงานก็ได้ ขอเพียงแค่ผมมีโน้ตบุ๊คหรือมือถือ และสัญญาณอินเตอร์เน็ตเท่านั้น สถานที่นั้นๆ ก็สามารถกลายเป็นที่ทำงานของผมได้แล้ว แต่เมื่อเทียบกับกลุ่ม White Collars ที่ทำงานในกรุงเทพมหานคร ซึ่งโดยเฉลี่ยจะใช้เวลาเดินทางไปกลับระหว่างบ้านและที่ทำงานไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อเที่ยว (ยิ่งคนที่มีบ้านอยู่ชานเมือง แล้วต้องขับรถหรือพึ่งพาบริการรถสาธารณะเพื่อเข้ามาทำงานในเมืองด้วยแล้ว อาจจะต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่านี้เสียด้วยซ้ำ) เราสูญเสียเวลาไป-กลับระหว่างบ้านและที่ทำงาน มากน้อยแค่ไหน? เรามาคิดดูกันเล่นๆ นะครับว่า เวลาที่คนกรุงเทพฯต้องสูญเสียไปกับการเดินทางไปกลับระหว่างบ้าน และที่ทำงานในปีหนึ่งๆ มากน้อยแค่ไหน ถ้าใช้เวลาเดินทางไปกลับรวมวันละ 2 ชั่วโมง ใน 1 เดือนมีวันทำงานประมาณ 22 วัน นั้นหมายถึงว่า เขาเหล่านั้นต้องสูญเสียเวลาไปเดือนละ 44 ชั้วโมง คิดเป็น 5.5 วันทำการ (ถ้าเราให้ชั่วโมงการทำงานเป็น 8 ชม.ต่อวัน) ดังนั้น 1 ปี เวลาที่สูญเสียในการเดินทางจะเท่ากับ 66 วัน หรือคิดเป็น 2 เดือนกับอีก 6 วันทำงาน นอกจากจะเป็นการสูญเสีย Productivity ส่วนตัวแล้วยังเป็นการสูญเสีย Productivity ของชาติด้วย จากข้อมูลกรมการปกครองพบว่า ณ ธันวาคม 2558 กรุงเทพฯมีประชากรที่มีทะเบียนบ้านอยู่อยู่ 5.70 ล้านคน (ไม่นับคนต่างด้าว และคนต่างจังหวัดที่ย้ายมาทำงานในกรุงเทพฯ) เป็นผู้ชาย 2.70 ล้านคน ผู้หญิง 3 ล้านคน โดยถ้าผมนับเฉพาะคนที่มีอายุระหว่าง 20-59 ปี จะได้ประชากรในวัยทำงานทั้งสิ้น 3,381,055 คน ปัจจุบันไทยเรามีภาวะว่างงานประมาณ 1% (จากข้อมูลแรงงานของสภาพัฒน์ และข้อมูลของกองวิจัยตลาดแรงงาน พบว่ามีอัตรา 0.97% ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2559) ดังนั้นเมื่อหักคนว่างงานออกไปจะได้ประชากรที่มีทะเบียนบ้านอยู่ในกรุงเทพฯที่ทำงานเป็นจำนวน 3,347,245 คน แต่ถ้าเรานำจำนวนคนทำงานที่ไม่ได้มีทะเบียนบ้านในกรุงเทพมานับรวมเข้าไป สมมติให้รวมแล้วเป็นตัวเลขกลมๆ 4,000,000 คน นั่นหมายถึงว่า จำนวนชั่วโมงทำงานที่สูญเสียไปสำหรับคนทำงานในกรุงเทพจะเท่ากับ 66 วันทำงาน x 4ล้านคน = 264 ล้านวัน หรือ 723,288 วันทำงาน คิดแล้วก็น่าเสียดายนะครับ ซื้อคอนโดเพื่อที่อยู่อาศัย เพื่อประหยัดค่าเดินทางและค่าใช้จ่าย ดังนั้น ผมจึงแนะนำว่าคนที่มาปรึกษาผมเกี่ยวกับการเลือกซื้อคอนโดเพื่ออยู่อาศัย คือ ควรจะลือกที่ใกล้ที่ทำงานให้มากที่สุด (กรณีมั่นใจว่ายังจะคงทำงานที่บริษัทนี้อยู่อีกนาน) ยิ่งอยู่ในรัศมีที่สามารถเดินไปทำงานได้ยิ่งดี เพราะว่านอกจากประหยัดเวลาในการเดินทางแล้ว ยังสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้อีกด้วย ท่านยังสามารถนำค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่ประหยัดได้ ไปจ่ายค่าเช่าคอนโด หรืออพาร์ตเมนต์เพื่อให้ใกล้ที่ทำงานในอัตราค่าเช่าที่สูงขึ้น นี่ยังไม่นับเวลาที่ท่านจะประหยัดได้ที่ท่านสามารถจะไปรับงานพิเศษ ซึ่งสามารถสร้างรายได้เสริมอีกด้วย หรือถ้าคิดตามอัตราค่าแรง สมมติว่าท่านทำงานโดยได้รับเงินเดือนๆละ เงินเดือนๆละ 30,000 บาท ทำงาน 8 ชั่วโมง/วัน เท่ากับว่าได้รับค่าแรง 30,000/22*8 (1 เดือนมี 22 วันทำงาน ) = 170.45 บาท/ชั่วโมงทำงาน นั่นหมายถึงท่านได้ประหยัดเวลาเดินทาง ซึ่งเมื่อคำนวณ เป็นตัวเงินตามอัตราค่าจ้างที่ท่านได้รับ จะเป็นจำนวนเงิน 170.45*2*22 = 7,500 บาท ปีหนึ่ง = 7,500*12 = 90,000 บาท เห็นไหมครับการเลือกที่อยู่ผิด หมายความว่าท่านสูญเสียทั้งเวลาและโอกาสในการที่จะหารายได้เสริมเพิ่มเติมมากเพียงไหน นี่ขนาดผมใช้เงินเดือนในอัตราเพียง 30,000 บาท/เดือนเท่านั้น บทความหน้ามาต่อกันว่าเมื่อเราเลือกทำเลที่จะอยู่อาศัยได้แล้ว เราจะซื้อหรือเช่าที่อยู่อาศัยดังกล่าวดีครับ อีกประโยชน์สำหรับคนซื้อคอนโดเพื่อที่อยู่อาศัยมาเกิน 3 ปีแล้ว ยังสามารถรีไฟแนนซ์เพื่อประหยัดเงินจากดอกเบี้ยได้อีกด้วยครับ โดยเข้าไปใช้บริการที่เว็บไซต์ www.refinn.com เพื่อค้นหาและเปรียบเทียบโปรโมชั่นรีไฟแนนซ์บ้านจากธนาคารชั้นนำ เหมือนเป็นเครื่องคิดเลข ที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีก็สํานวนเปรียบเทียบให้เรียบร้อยเลยว่า เรารีไฟแนนซ์ไปธนาคารไหนดีที่สุด ซึ่งเป็นบริการที่ใช้ฟรี ไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆ ด้วยครับ
เกี่ยวกับนักเขียน
กิติชัย เตชะงามเลิศ
นักเล่นหุ้นชื่อดัง เจ้าของผลงาน หนังสือ "จาก1 ล้าน เป็น 500 ล้าน ผมทำอย่างไร" เล่าประสบการณ์การลงทุนของผมที่นำไปใช้ได้ง่ายๆ และหนังสือ "ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน" แนะวิธีออมเงินเพียงเดือนละหลักพัน ก็เป็นเศรษฐี 100 ล้าน ก่อนอายุ 50 ปี