เปรียบเทียบรีไฟแนนซ์บ้านกับรีเทนชันบ้าน ลดดอกเบี้ยแบบไหนคุ้ม
Key Takeaways:
รีไฟแนนซ์ กับ รีเทนชัน เป็นสองวิธีหลักในการลดดอกเบี้ยบ้านหลังผ่อนครบ 3 ปี โดยการรีเทนชัน (Retention) คือการขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม มีจุดเด่นเรื่องความสะดวก เอกสารน้อย และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมจดจำนองใหม่ ขณะที่การรีไฟแนนซ์ (Refinance) คือการย้ายไปธนาคารใหม่ ซึ่งมักได้อัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่ามาก ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและตัดเงินต้นได้มากกว่าในระยะยาว การเลือกวิธีที่เหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับการคำนวณเปรียบเทียบส่วนต่างดอกเบี้ยกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง
"ทำไมธนาคารเดียวกัน ให้ดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์กับลูกค้าใหม่ 3.0% แต่ลูกค้าเดิมที่ขอลดดอกเบี้ยกลับลดได้แค่ 5.5%?"
จากประสบการณ์ของหลายคนที่เวลาไปขอลดดอกเบี้ยจากธนาคารเดิม มักจะพบว่าธนาคารลดดอกเบี้ยให้นิดเดียวเท่านั้น จากปัจจุบันดอกเบี้ย 7.7% จะลดดอกเบี้ยให้เหลือ 5.5% ทั้งที่ธนาคารใหม่ที่จะรีไฟแนนซ์ให้ดอกเบี้ยถูกถึง 2.90% โดยพนักงานมักจะให้เหตุผลว่าถ้ารีไฟแนนซ์ไปธนาคารอื่น ก็ต้องเสียค่าจดจำนองใหม่ เป็นจุดที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่ายอมลดดอกเบี้ยที่เดิม อย่างน้อยก็ถูกลงกว่าเดิมนิดหน่อยก็พอแล้ว
โดยลองดูตัวอย่างการคำนวณตัวเลขเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนกันก่อน สำหรับบ้านราคา 3,000,000 บาท
- ปัจจุบันดอกเบี้ย 7.7% : ผ่อน 22,000 บาทต่อเดือน
- ธนาคารเดิมลดให้เหลือ 5.5% : ผ่อน 18,000 บาทต่อเดือน
- รีไฟแนนซ์ไปธนาคารใหม่ 2.9% : ผ่อน 13,500 บาทต่อเดือน ซึ่งถูกกว่าการลดดอกเบี้ยที่เดิมถึงเดือนละ 4,500 บาท
เมื่อคำนวณค่าใช้จ่ายในการย้ายธนาคาร คือค่าจดจำนอง 1% บวกกับอากรแสตมป์ 0.05% เป็นเงิน 31,500 บาท จะเห็นว่าผ่อนไปแค่ 7 เดือนครึ่งก็คุ้มทุนกับค่าใช้จ่ายที่เสียไปแล้ว หลังจากนั้นคือกำไรล้วน ๆ ที่ประหยัดเงินในกระเป๋าได้ถึงเดือนละ 4,500 บาท

รีไฟแนนซ์ไปธนาคารใหม่ หรือ รีเทนชันลดดอกเบี้ยธนาคารเดิมดี?
เสียงบ่นที่ได้ยินกันบ่อย ๆ เวลาคุยกับคนที่เพิ่งไปขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเก่ามา คือธนาคารมักจะอ้างว่าถ้ารีไฟแนนซ์ไปที่ใหม่ ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมต่าง ๆ อยู่ดี แต่ในความเป็นจริง เงินที่ประหยัดได้จากดอกเบี้ยที่ถูกลงนั้น คุ้มค่ากว่าค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายหลายสิบเท่า
หลังจากที่ผ่อนบ้านมาครบ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยก็จะเริ่มขยับขึ้นมาลอยตัว ทำให้จากที่เคยผ่อนถูก ๆ กลายเป็นจ่ายแต่ดอกเบี้ยแพง ๆ หลายคนจึงมองหาวิธีทำให้อัตราดอกเบี้ยถูกลง และคำถามยอดฮิตก็คือระหว่างรีไฟแนนซ์บ้านกับรีเทนชัน แบบไหนคุ้มกว่ากัน วันนี้เราจะมาเจาะลึกข้อดีและข้อจำกัดของแต่ละแบบ เพื่อให้ตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ
การรีไฟแนนซ์ (Refinance) บ้านคืออะไร ? เข้าใจการย้ายวงเงินสินเชื่อไปธนาคารใหม่
การรีไฟแนนซ์ คือ การย้ายวงเงินสินเชื่อจากธนาคารเดิม ไปผ่อนชำระต่อกับธนาคารใหม่ที่ให้อัตราดอกเบี้ยถูกกว่า ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินที่คนวางแผนเป็นรู้จักเลือกใช้เป็นปกติ แม้คนส่วนหนึ่งอาจจะมีชุดความคิดที่ไม่ถูกต้องว่า คนที่เลือกรีไฟแนนซ์คือคนที่มีปัญหาทางการเงิน แต่ในปัจจุบันการรีไฟแนนซ์บ้านได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลงอย่างชัดเจน ช่วยให้ค่างวดที่จ่ายในแต่ละเดือนไปตัด "เงินต้น" ได้มากขึ้น ทำให้ผ่อนบ้านหมดได้เร็วขึ้น
ข้อดีของการรีไฟแนนซ์บ้าน
เหตุผลที่คนส่วนใหญ่เลือกรีไฟแนนซ์ไปธนาคารใหม่ เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับมักจะถูกกว่าที่ธนาคารเดิมยอมลดให้ กลไกนี้เกิดขึ้นเนื่องจากธนาคารใหม่ต้องการดึงดูดลูกค้าใหม่ที่มีประวัติการผ่อนชำระดี จึงออกโปรโมชันอัตราดอกเบี้ยพิเศษที่ต่ำมาก เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าย้ายสินเชื่อมานั่นเอง
ข้อเสียของการรีไฟแนนซ์บ้าน
ขั้นตอนที่ต้องใช้เวลามากที่สุดในการรีไฟแนนซ์ คือการรวบรวมข้อมูลและเปรียบเทียบว่าธนาคารไหนให้ข้อเสนอและโปรโมชันที่ดีที่สุด เนื่องจากในประเทศไทยมีธนาคารผู้ให้บริการสินเชื่อบ้านอยู่เป็นจำนวนมาก และแต่ละแห่งก็มีเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยที่ซับซ้อน การต้องโทรสอบถามและคำนวณตัวเลขด้วยตัวเอง จึงทำให้หลายคนรู้สึกว่ายุ่งยากและล้มเลิกความตั้งใจไป
อ่านเพิ่มเติม : รีไฟแนนซ์บ้านคืออะไร
การรีเทนชัน (Retention) บ้านคืออะไร ? ไขข้อสงสัยการขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม
Retention บ้าน คือการไปเจรจาต่อรองกับธนาคารเดิมที่ผ่อนชำระอยู่ เพื่อขอปรับลดอัตราดอกเบี้ยบ้านที่ลอยตัวสูงขึ้นหลังครบสัญญา 3 ปี ให้กลับมาเป็นอัตราดอกเบี้ยพิเศษที่ต่ำลง ซึ่งเป็นวิธีจัดการภาระหนี้โดยที่ไม่ต้องย้ายสถาบันการเงิน
โดยทั่วไปโอกาสในการอนุมัติลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม จะขึ้นอยู่กับประวัติการชำระเงินของผู้กู้ เช่น หากผ่อนบ้านตรงเวลามาตลอด 3 ปี ไม่เคยค้างชำระเลย ก็จะมีโอกาสสูงที่ธนาคารเดิมจะยอมพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยให้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละธนาคารด้วย เนื่องจากบางแห่งอาจไม่มีนโยบายลดดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าเดิม
Retention คือเงินอะไร ?
อีกหนึ่งคำถามที่คนมักสับสนคือ Retention คือเงินอะไร ต้องเตรียมเงินก้อนไปจ่ายหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ใช่เงินที่ต้องเสียเพิ่ม แต่คือเงินค่างวดและส่วนต่างดอกเบี้ยที่สามารถประหยัดไว้ในกระเป๋าได้มากขึ้น เพราะได้รับอัตราดอกเบี้ยใหม่ที่ถูกลง โดยไม่ต้องเสียเงินก้อนเพื่อย้ายธนาคาร
ข้อดีของการขอลดดอกเบี้ย
ข้อดีที่เห็นได้ชัดที่สุดของการRetention บ้าน คือไม่ต้องเสียเวลาไปดำเนินการย้ายธนาคารใหม่ เพียงติดต่อกับธนาคารเดิมที่ผ่อนอยู่เพื่อขอลดดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน ธนาคารก็จะส่งเรื่องให้ส่วนงานที่ดูแลด้านนี้ติดต่อกลับมา เพื่อพูดคุยเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่สามารถลดได้ และที่สำคัญคือไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เช่น ค่าจดจำนองใหม่ 1% หรือค่าอากรแสตมป์ที่กรมที่ดิน
แต่ไม่ใช่ทุกธนาคารจะมีขั้นตอนที่ง่ายเสมอไป บางธนาคารอาจให้ยื่นเอกสารการเงินและสลิปเงินเดือนใหม่ทั้งหมด หรือในบางกรณีแม้อนุมัติให้ลดดอกเบี้ยแล้ว ก็ยังต้องไปทำเรื่องจดจำนองและเสียค่าใช้จ่ายใหม่ที่กรมที่ดินทั้งที่อยู่ธนาคารเดิม จึงควรสอบถามเงื่อนไขเหล่านี้ให้ชัดเจนตั้งแต่ช่วงต้น เพื่อไม่ให้เสียเวลาและเสียโอกาส
ข้อเสียของการขอลดดอกเบี้ยธนาคารเดิม
ข้อเสียสำคัญของRetention บ้าน คือ ธนาคารเดิมที่จะลดดอกเบี้ยให้ มักจะลดลงให้ไม่เยอะ โดยเมื่อเทียบตัวเลขอย่างตรงไปตรงมา จะพบว่าการยอมเสียค่าใช้จ่ายเพื่อย้ายไปธนาคารใหม่ ให้ความคุ้มค่ากว่าการอยู่กับธนาคารเดิมอย่างเห็นได้ชัด ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนก็สามารถคืนทุนค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้แล้ว และหลังจากนั้นคือเงินส่วนต่างที่ประหยัดได้จริงในแต่ละเดือน ซึ่งในหลายกรณีสามารถประหยัดเงินในส่วนนี้ได้ถึงหลักหมื่นบาทต่อเดือน
รีไฟแนนซ์กับรีเทนชันต่างกันอย่างไร ? สรุปให้เห็นภาพชัดเจน
ความแตกต่างของรีไฟแนนซ์กับรีเทนชัน สามารถสรุปประเด็นเปรียบเทียบในด้านต่าง ๆ เพื่อให้เห็นภาพและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ดังนี้
หัวข้อ เปรียบเทียบ | การรีไฟแนนซ์ (Refinance - ย้ายไปธนาคารใหม่) | การรีเทนชัน (Retention - ขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม) | ||
อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับ | ได้ดอกเบี้ยโปรโมชันต่ำพิเศษ ประหยัดดอกเบี้ยได้มากที่สุด | ลดลงในระดับปานกลาง ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดในตลาด | ||
ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียม | มีค่าจดจำนอง 1% ค่าประเมิน และอากรแสตมป์ (บางธนาคารมีโปรฟรีค่าจดจำนอง) | แทบไม่มีค่าใช้จ่าย หรือไม่มีค่าธรรมเนียมจดจำนองใหม่ 1% | ||
ขั้นตอนและเอกสาร | ต้องเตรียมเอกสารยื่นกู้ใหม่ทั้งหมด และรอขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติ | สะดวก รวดเร็ว ใช้เอกสารน้อย เพราะธนาคารมีประวัติเดิมอยู่แล้ว | ||
ความเหมาะสม | เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดภาระค่างวดให้มากที่สุด และมีประวัติการผ่อนชำระดี | เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการความยุ่งยาก หรือผู้ที่ประวัติการผ่อนช่วงหลังมีสะดุด | ||
เลือกวิธีลดดอกเบี้ยบ้านที่คุ้มค่าที่สุด ให้ Refinn ช่วยดูแล
ไม่ว่าจะตัดสินใจเลือกใช้วิธีรีไฟแนนซ์ หรือ รีเทนชัน หัวใจสำคัญที่สุดของการบริหารจัดการหนี้บ้านคือการไม่ปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยลอยตัวเมื่อผ่อนครบระยะเวลา 3 ปี การคำนวณเปรียบเทียบข้อเสนอจากทั้งธนาคารเดิมและธนาคารใหม่ด้วยตัวเลขจริง จะช่วยให้มองเห็นแนวทางที่ตอบโจทย์สภาพคล่องทางการเงินและประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้มากที่สุด
หากยังตัดสินใจไม่ได้ หรือรู้สึกว่าการตระเวนหาข้อมูลโปรโมชันและคำนวณเปรียบเทียบความคุ้มค่าด้วยตัวเองเป็นเรื่องยุ่งยากและเสียเวลา สามารถเข้ามาใช้บริการค้นหาและเปรียบเทียบโปรโมชันสินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้านจากธนาคารชั้นนำของ Refinn ที่เปรียบเสมือนเครื่องคิดเลขส่วนตัวที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที ก็คำนวณและเปรียบเทียบผลลัพธ์ให้ทันทีว่าธนาคารไหนให้ข้อเสนอคุ้มค่าที่สุด หรือสำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของห้องชุดก็สามารถเปรียบเทียบโปรโมชันรีไฟแนนซ์คอนโดได้สะดวกเช่นกัน โดยเป็นบริการที่ใช้งานได้ฟรี ไม่มีการเก็บค่าบริการแอบแฝงใด ๆ นอกจากรีไฟแนนซ์บ้านแล้ว Refinn ยังมีบริการรีไฟแนนซ์รถ และ รีไฟแนนซ์บัตรเครดิต อีกด้วย ซึ่งเป็นบริการที่ใช้ฟรี ไม่เก็บค่าใช้จ่ายใด ๆ
หากมีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ที่ เพจ Facebook : Refinn หรือ LINE OA : @Refinn
ข้อมูลอ้างอิง
- Retention คืออะไร? ต่างจาก Refinance อย่างไร ทางไหนลดดอกเบี้ยบ้านได้ดีกว่า. สืบค้นเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569. จาก https://www.ananda.co.th/blog/thegenc/retention-vs-refinance/
- Refinance VS Retention เลือกแบบไหนประหยัดดอกเบี้ยกู้บ้าน. สืบค้นเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569. จาก https://moneyexpo.net/money-tips/refinance-retention/
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์และการรีเทนชัน (FAQs)
Q: รีไฟแนนซ์กับรีเทนชันควรเลือกทำแบบไหนก่อนดี ?
A: แนะนำให้ยื่นเรื่องติดต่อทั้ง 2 ช่องทางควบคู่กันไป เพื่อขอตัวเลขดอกเบี้ย Retention จากธนาคารเดิม พร้อมกับเช็กโปรโมชัน Refinance จากธนาคารใหม่ผ่านระบบของ Refinn จากนั้นนำตัวเลขดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายของทั้งสองวิธีมาคำนวณเปรียบเทียบกัน เพื่อเลือกวิธีที่ช่วยประหยัดเงินได้มากที่สุด
Q: ต้องผ่อนบ้านนานแค่ไหนถึงจะสามารถขอลดดอกเบี้ยหรือรีไฟแนนซ์ได้ ?
A: โดยปกติในสัญญาสินเชื่อบ้านจะกำหนดเงื่อนไขห้ามปิดบัญชีหรือย้ายสินเชื่อก่อนระยะเวลา 3 ปี หรือ 36 งวด หากดำเนินการก่อนกำหนดจะโดนค่าปรับประมาณ 2-3% ของวงเงินกู้ ดังนั้นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการยื่นเรื่อง คือช่วงก่อนครบกำหนดสัญญาประมาณ 1-2 เดือน เพื่อให้ดอกเบี้ยใหม่มีผลต่อเนื่องทันทีเมื่อครบ 3 ปี
Q: หากมีประวัติจ่ายช้าจะขอลดดอกเบี้ยได้หรือไม่ ?
A: การมีประวัติค้างชำระหรือจ่ายล่าช้าจะมีผลโดยตรงต่อการพิจารณา ในกรณีนี้การขอ Refinance ไปธนาคารใหม่จะมีโอกาสผ่านยากมาก จึงแนะนำให้ลองยื่นเจรจาขอ Retention กับธนาคารเดิมก่อน หากยังไม่ได้รับอนุมัติ ต้องกลับมาสร้างประวัติการผ่อนตรงเวลาอย่างน้อย 6-12 เดือน เพื่อให้ประวัติการเงินกลับมาเป็นปกติแล้วจึงยื่นเรื่องใหม่อีกครั้ง




